Visual Basic.NET & Database Programming

 

สยามทูเดฟ เว็บชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมและเว็บ E-Learning ที่ดีที่สุด +++

 

  • Login to Siam2dev

สวัสดีครับคุณ Guest ... , คุณต้องการ ... , หรือ


[ จำนวนคนที่ออนไลน์อยู่ : 0 คน ]
[ สมาชิกที่ออนไลน์อยู่ : ]

 

 

  • vb.net menu

     

 

  • บทเรียน VB.NET2005 & 2008 กับการเขียนโปรแกรมติดต่อฐานข้อมูล อย่างละเอียดและสมบูรณ์ที่สุด
  •       ความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลและระบบจัดการฐานข้อมูล(DBMS) เบื้องต้น

    •  

      ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฐานข้อมูล
           1. ฐานข้อมูลคืออะไร
           2. ระบบแฟ้มข้อมูลที่จัดทำด้วยมือ
           3. แฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์
           4. ปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มข้อมูล
                4.1  ความซ้ำซ้อนและความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล
                4.2  ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล
                4.3  ความยุ่งยากในการเข้าถึงข้อมูล
                4.4  บูรณภาพ (Integrity)
                4.5  อะตอมมิค (Atomic)
                4.6  ควบคุมภาวะพร้อมกัน (Concurrency Control)
                4.7  ความมั่นคง (Security)

      ระบบจัดการฐานข้อมูล
           1. ระบบจัดการฐานข้อมูลคืออะไร
           2. สถาปัตยกรรมฐานข้อมูล
           3. คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
           4. ชนิดของระบบฐานข้อมูล
           5. หน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล
           6. การทำงานของระบบจัดการฐานข้อมูล
           7. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล
           8. ข้อดีและข้อเสียในการใช้ระบบฐานข้อมูล

      แบบจำลองข้อมูล
           1. ชนิดของความสัมพันธ์
           2. แบบจำลองข้อมูลแบบลำดับชั้น
           3. แบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่าย
           4. แบบจำลองข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์
           5. แบบจำลองข้อมูลแบบอ๊อบเจ๊กต์

      ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
           1. โครงสร้างฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
           2. เอนทิตีและรีเลชั่นชิพ ( Entity and Relationship)
           3. แอตทริบิวต์ (Attributes) และ โดเมน ( Domain)
           4. การใช้งานของโดเมน
           5. ดีกรี (Degree) และ คาดินัลลิตี ( Cardinality) ของรีเลชัน
           6. นิยามของรีเลชั่น
           7. รีเลชันนอลสกีมา
           8. เงื่อนไข ( Constraints)
           9. คีย์ (Key)
           10. อินทิกริตี ( Integrity)
           11. โอเปอเรเตอร์ในแบบจำลองเชิงสัมพันธ์
           12. กฎ 12 ข้อของ Codd

      แบบจำลองอี-อาร์
           1. ส่วนประกอบของแบบจำลอง อี-อาร์
                1.1  เอนทิตี
                1.2  แอตทริบิวต์
                1.3  รีเลชันชิพ
           2. คอนเนคทิวิตี ( Connectivity)
           3. คาดินัลลิตี ( Cardinality)
           4. การพึ่งพิงการมีอยู่ของเอนทิตีอื่น ( Existence Dependency)
           5. การมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์
           6. เอนทิตีอ่อนแอ ( Weak Entities)
           7. เอนทิตีเรียกซ้ำ ( Recursive Entities)
           8. คอมโพสิทเอนทิตี ( Composite Entities)
           9. เอนทิตีซุปเปอร์ไทพ์ และ สับไทพ์ ( Entity Supertypes and Subtypes)
           10. การรวม ( Aggregation)
           11. สรุปองค์ประกอบของแผนภาพอี-อาร์

      นอมัลไลเซชัน( Normalization)
           1. การแปลงให้อยู่ในรูป 1NF
           2. ฟังชันนอลดีเพนเดนซี ( Functional Dependency (FD))
           3. นิยามของ 1NF
           4. พาเชียลดีเพนเดนซี
           5. การแปลงให้อยู่ในรูป 2NF
           6. ทรานซิทีพดีเพนเดนซี
           7. การแปลงให้อยู่ในรูป 3NF
           8. นิยามของ 3NF
           9. The Boyce-Codd Normal form (BCNF)
           10. การแปลงให้อยู่ในรูป 4NF

      ภาษาเอสคิวแอล ( SQL)
           1. คำสั่งที่ใช้สำหรับนิยามข้อมูล ( DDL)
           2. คำสั่งที่ใช้สำหรับจัดดำเนินการข้อมูล ( DML)
           3. หลักการในการแปลงแผนผังอี-อาร์ มาเป็นตารางโดยใช้ภาษาเอสคิวแอล
           4. ตัวอย่างการแปลงแผนผังอี-อาร์ มาเป็นตารางโดยใช้ภาษาเอสคิวแอล

      การออกแบบระบบฐานข้อมูล
           1. วัฏจักรการพัฒนาระบบ
           2. วัฏจักรฐานข้อมูล
                2.1  การศึกษาเบื้องต้น
                2.2  การออกแบบฐานข้อมูล
                2.3  การติดตั้งระบบ
                2.4  การทดสอบและประเมินผล
                2.5  การดำเนินการ
                2.6  การบำรุงรักษาและการปรับปรุง

      ทรานแซคชั่น ( Transaction)
           1. หลักการของทรานแซคชั่น
           2. สถานะของทรานแซคชั่น ( Transaction State )
           3. ขอบเขตของทรานแซคชั่น
           4. การทำงานพร้อมกันของทรานแซคชั่น
           5. ความสามารถในการทำงานแบบลำดับ ( Serializability)

      การควบคุมการทำงานพร้อมกัน
           1. ความจำเป็นในการควบคุมการทำงานพร้อมกัน
           2. การใช้ล๊อคโปรโตคอล ( Lock-Based Protocols)
                2.1  ล๊อค (Lock)
                2.2  ล๊อคตาย ( Deadlock)
                2.3  ล๊อคโปรโตคอลแบบสองระยะ ( The two-Phase locking Protocol)
                2.4  กราฟโปรโตคอล ( Graph-Based Protocols)
                2.5  โปรโตคอลเวลาประทับ (Timestamp-Based Protocols)

      การกู้คืน
           1. ชนิดของความล้มเหลว
                1.1  ความล้มเหลวของทรานแซคชั่น
                1.2  ความล้มเหลวของระบบ
                1.3  ความล้มเหลวของแผ่นจานแม่เหล็ก
           2. การกู้คืน
                2.1  การกู้คืนโดยใช้บันทึกรายการ
                     2.1.1  การเลื่อนการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล
                     2.1.2  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลแบบทันทีทันใด
                     2.1.3  จุดตรวจสอบ


      • ความหมายของระบบฐานข้อมูล

           ระบบฐานข้อมูล ( Database ) หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากไว้อย่างเป็นระเบียบ ช่วยให้การบริหาร จัดเก็บ และค้นหาข้อมูลโดยโปรแกรมประยุกต์ทั้งหลายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           ก่อนที่จะใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูล ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลก่อน กล่าวคือในอดีตองค์กรต่างๆมักจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบแฟ้มข้อมูลหรือที่เรียกว่า File Systems ซึ่งเป็นระบบที่มีความเกี่ยวข้องกันด้านข้อมูลน้อยมาก แต่ละแผนกก็จะมีข้อมูลของตนเอง เช่น ในบริษัทหนึ่ง แผนกบุคคลก็จะมีแฟ้มข้อมูลประวัติพนักงาน แผนกขายก็จะมีแฟ้มข้อมูลประวัติพนักงานเช่นกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นของระบบแฟ้มข้อมูลก็พอจะสรุปได้ดังนี้

      1. Data Redundancy คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน กล่าวคือ ข้อมูลชุดเดียวกันถูกจัดเก็บไว้มากกว่าที่เดียว เช่น ข้อมูลประวัติของพนักงานชื่อ Londo เก็บไว้ที่แฟ้มของฝ่ายบุคคล และยังเก็บไว้ในแฟ้มของฝ่ายการตลาดด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงข้อมูลจากทั้งสองแฟ้มก็คือข้อมูลอันเดียวกัน ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บ

      2. Data Inconsistency คือปัญหาความไม่ถูกต้องหรือแน่นอนของข้อมูล กล่าวคือ สืบเนื่องจากการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันของสองแผนกดังกล่าวในข้อ 1 แล้วนั้น หากฝ่ายการตลาดมีการแก้ไขข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของ Londo แต่ไม่ได้แจ้งฝ่ายบุคคล จะทำให้ไม่ทราบว่าข้อมูลชุดใดคือข้อมูลที่ถูกต้อง

      3. Data Anomaly คือปัญหาการสูญเสียข้อมูลที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีการเพิ่ม ลบ หรือแก้ไขข้อมูล ซึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน เช่น การเพิ่มข้อมูลพนักงานฝ่ายขายชื่อ John แต่ไม่ได้เพิ่มที่ แฟ้มฝ่ายบุคคล หรือ การลบพนักงานชื่อ Londo จากฝ่ายบุคคล แต่ไม่ได้ลบในแฟ้มฝ่ายตลาด

      ดังนั้นด้วยเหตุหรือปัญหาดังกล่าว เทคโนโลยีฐานข้อมูลจึงช่วยขจัดปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้นในระบบที่ใช้โครงสร้างแฟ้มข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูล


      • วิวัฒนาการเทคโนโลยีฐานข้อมูล

      ในปี 1960 เทคโนโลยีฐานข้อมูลได้เริ่มพัฒนามาจาก file processing พื้นฐาน การค้นคว้าและพัฒนาระบบฐานข้อมูลมีมาเรื่อย ๆ

      ปี 1970 ได้นำไปสู่การพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง มีเครื่องมือจัดการโมเดลข้อมูล และมีเทคนิคการใช้อินเด็กซ์และการบริหารข้อมูล นอกจากนี้ผู้ใช้ยังได้รับความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลโดยการใช้ภาษาในการเรียกข้อมูล ( Query Language )

      ปี 1980 เทคโนโลยีฐานข้อมูลได้เริ่มมีการปรับปรุงและพัฒนาในการหาระบบจัดการที่มีศักยภาพมากขึ้น ความก้าวหน้าในเทคโนโลยี hardware ใน 30 ปีที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดเก็บ ข้อมูลจำนวนมากที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

      ปี 1990 – ปัจจุบัน สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ในหลายรูปแบบ แตกต่างกันทั้งระบบปฏิบัติการ หรือการจัดเก็บฐานข้อมูล ซึ่งการนำข้อมูลทั้งหมดมารวมและจัดเก็บไว้ในรูปแบบเดียวกันเรียกว่า Data Warehouse เพื่อความสะดวกในการจัดการต่อไป ซึ่งเทคโนโลยี Data Warehouse รวมไปถึง Data Cleansing , Data Integration และ On-Line Analytical Processing ( OLAP ) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลในหลาย ๆ มิตินั้นได้เกิดขึ้นมาตามลำดับ

      • ระบบจัดการฐานข้อมูล

           ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System: DBMS ) หมายถึงซอฟแวร์ที่ช่วยในการจัดเก็บข้อมูล ช่วยการบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่โปรแกรมประยุกต์ในการใช้งานข้อมูล กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบจัดการฐานข้อมูลทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยประสานงานระหว่างโปรแกรมประยุกต์และการเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บอยู่บนสื่อบันทึกข้อมูล

      ระบบจัดการฐานข้อมูลประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน

      • ภาษาสำหรับกำหนดนิยามข้อมูล (DDL: Data Definition Language)
      • ภาษาสำหรับจัดการข้อมูล (DML: Data Manipulation Language) ที่นิยมมากในปัจจุบันคือ ภาษา SQL (อ่านว่า เอส- คิว- แอล หรือ ซี- ควาล)
      • นิยามศัพท์ข้อมูล (Data Dictionary) คือแฟ้มที่ใช้เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลและคุณลักษณะต่างๆในฐานข้อมูล

           DBMS มีหน้าที่ จัดการและควบคุมความถูกต้องของข้อมูล ความซ้ำซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ทำให้การเรียกใช้ข้อมูลเป็นอิสระจากส่วนของ Hardware ในการบริหารจัดการกับ DBMS จะมีส่วนของภาษาคำสั่ง หรือ Query Language ซึ่งเป็นภาษาที่ประกอบด้วยคำสั่งต่างๆที่ใช้ในการจัดการ และเรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล และภาษานี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับภาษาคอมพิวเตอร์อื่นได้ (ในบทนี้จะเป็นการติดต่อกับระบบฐานข้อมูลชนิดเชิงสัมพันธ์ หรือ Relational Database ซึ่งโปรแกรม DBMS ที่ใช้จะเรียกว่า RDBMS ได้แก่โปรแกรม MS Access , MS SQL Server, Oracle , MySQL )


       

      • ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

           ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database ) เป็นรูปแบบฐานข้อมูล(Database Mdel )ที่นิยมในปัจจุบัน กล่าวคือจะมีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในรูปแบบตาราง 2 มิติ โดยข้อมูลที่รวบรวมเก็บไว้ในตารางนั้นได้ถูกสร้างความสัมพันธ์กันไปยังตารางอื่นๆ ในรูปแบบแถวข้อมูล กล่าวโดยกระชับ ก็คือฐานข้อมูลแบบตารางความสัมพันธ์ โดยมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการฐานข้อมูลแบบนี้เรียกว่า Relational Database Management System หรือ RDBMS ซึ่งเป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยในการจัดการฐานข้อมูลทั้งหมด เช่น การสร้าง การบำรุงรักษาฐานข้อมูล และโครงสร้างภายในข้อมูล รวมถึงการควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น การเพิ่ม ลบ user รวมถึงกำหนดสิทธิในการเข้าใช้งานตารางข้อมูลต่างๆ เช่น MS Access, MS SQL Server, Oracle, MySQL เป็นต้น

           SQL (Structured Query Language) คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้จัดการกับฐานข้อมูล ที่นิยมมากที่สุดภาษาหนึ่ง โดยเฉพาะกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ใช้สอบถามข้อมูล( Query ) จากฐานข้อมูล รวมถึงจัดการข้อมูลต่างๆ ซึ่งประเภทคำสั่ง SQL จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการสร้าง ลบ แก้ไข โครงสร้างข้อมูล เราเรียกคำสั่งประเภทนี้ว่า DDL หรือ Data Definition Language และอีกกลุ่มหนึ่งคือ คำสั่งที่ใช้ในการสอบถาม จัดการข้อมูลที่อยู่ในตาราง เช่น การเพิ่ม ลบ แก้ไข เราเรียกคำสั่งประเภทนี้ว่า DML หรือ Data Manipulation Language
      • ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational DBMS ; RDBMS)

           ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational DBMS ; RDBMS) คือโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ทำหน้าที่จัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพ์นธ์ ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับความนิยมและใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน (ปัจจุบันก็มีระบบจัดการฐานข้อมูลอีกประเภทหนึ่งคือระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุ ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน และอาจทดแทน RDBMS ได้ในที่สุด)

           ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ข้อมูลในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะถูกเก็บในโครงสร้างแบบตาราง(relation ) ซึ่งมีความสามารถมากกว่าแฟ้มข้อมูลทั่วไป กล่าวคือมีความสามารถในการเลือกข้อมูลจากหลายๆตารางเข้ามาใช้งานร่วมกันได้โดยง่าย องค์ประกอบของตารางเก็บข้อมูลแต่ละตาราง จะประกอบด้วยข้อมูลที่สามารถพิจารณาในมุมมองได้ 2 แบบแบบแรกพิจารณาข้อมูลในแนวนอน เรียกว่า แถว (row) หมายถึง ข้อมูลหนึ่งระเบียน (record) หรืออาจเรียกว่า ทัพเพิ้ล (tuple ) และแบบที่สองเมื่อพิจารณาข้อมูลตามแนวตั้ง เรียกว่า คอลัมน์ (column ) หมายถึงเขตข้อมูล (field ) หรือ คุณสมบัติ (attribute ) ของข้อมูลที่เป็นชนิดเดียวกัน เช่น คอลัมน์ name เมื่อพิจารณาในแนวตั้งของข้อมูลชุดนี้ก็จะเก็บ ข้อมูลชื่อ นั้นเอง

           โดยปกติผู้ใช้จะนำข้อมูลจากหลายตารางความสัมพันธ์มารวมกันเพื่อสร้างเป็นรายงานฉบับหนึ่ง จุดเด่นของระบบฐานข้อมูลแบบนี้คือสามารถค้นหาข้อมูลได้จากหลายตาราง ตราบเท่าที่ตารางเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือมีการใช้ข้อมูล บางเขตข้อมูล(field )ร่วมกัน


       

      • ภาษาเอสคิวแอล ( SQL)

      SQL คืออะไร

           SQL ย่อมาจากคำว่า Structured Query Language คือ ภาษามาตรฐานกลางที่ใช้สำหรับจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลด้านต่างๆ โดยที่เราสามารถใช้ SQL ร่วมกับ DBMS ชนิดต่างๆได้ เช่น Access, Oracle เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานข้อมูลประเภท RDBMS (Relation Database Management System) จะรู้จักภาษา SQL เป็นอย่างดี เราจะใช้ SQL เพื่อจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้หลายอย่าง เช่น การแสดงข้อมูลจากฐานข้อมูลแบบมีเงือนไข, การเพิ่ม, การลบ และการนำข้อมูลจากตารางหลายๆ ตาราง มาแสดงร่วมกันได้ เป็นต้น

      โครงสร้างของภาษา SQL

           ภาษา SQL ประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

      1.Data Definition Language (DDL) เป็นกลุ่มคำสั่งในภาษา SQL ที่ใช้สำหรับจัดการโครงสร้างของฐานข้อมูล เช่น การสร้างฐานข้อมูล, ปรับปรุงโครงสร้าง ของฐานข้อมูล เป็นต้น ตัวอย่างการใช้งานกลุ่มคำสั่ง DDL นี้ก็คือ การสร้างฐานข้อมูลด้วย MS SQL Server 7.0 ก็จะมีการใช้งานคำสั่งในกลุ่ม DDL เป็นหลัก
      2.Data Manipulation Language (DML) เป็นกลุ่มคำสั่งในภาษา SQL ที่ใช้สำหรับจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล เช่น การแสดงข้อมูลแบบมีเงื่อนไข, การลบข้อมูล, การเพิ่มข้อมูล และการแสดงข้อมูลที่มาจากตารางหลายตาราง เป็นต้น

           สำหรับการใช้งานภาษา SQL ร่วมกับ Visual Basic เพื่อจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลเบื้องต้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มคำสั่ง DML เป็นหลัก โดยที่ในบทนี้ จะเป็นการอธิบายการใช้งานกลุ่มคำสั่ง DML ที่มีความสำคัญ และใช้กันอยู่เสมอ ประกอบไปด้วย 4 คำสั่งคือ

      • DELETE ใช้สำหรับลบข้อมูลหรือลบ record ใดๆ ในฐานข้อมูล
      • INSERT ใช้สำหรับเพิ่มข้อมูลหรือเพิ่ม record ใดๆ เข้าไปในฐานข้อมูล
      • SELECT ใช้สำหรับเลือกข้อมูลหรือเลือก record ใดๆ ที่ต้องการจากฐานข้อมูล
      • UPDATE ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูลหรือแก้ไข record ใดๆ ในฐานข้อมูล

      ลักษณะการใช้งานของกลุ่มคำสั่ง DML เบื้องต้น

           วิธีการและรายละเอียดของการใช้งานกลุ่มคำสั่ง DML เบื้องต้นทั้ง 4 คำสั่ง มีดังนี้

      1.คำสั่ง DELETE เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับลบข้อมูล หรือลบ record ใดๆ ออกจากตาราง มีรูปแบบการใช้งาน 2 ลักษณะ ดังนี้  

      รูปแบบที่ 1 DELETE FROM tablename WHERE criteria 
      รูปแบบที่ 2 DELETE * FROM tablename

      ตัวแปร tablename หมายถึง ชื่อของตารางที่ต้องการลบ
      ตัวแปร criteria หมายถึง เงื่อนใขในการลบข้อมูลหรือลบ record
      เครื่องหมาย * หมายถึง ข้อมูลใดๆ

      note.gif (1525 bytes)
      ในการใช้งานคำสั่ง DELETE ในแบบที่ 2 ขอให้คุณใช้อย่างระมัดระวัง เพราะเป็นการลบข้อมูลทั้งหมดในตาราง

      ตัวอย่างการใช้งาน

      DELETE * FROM tblSell  'เป็นการลบ record ทั้งหมดในตารางที่ชื่อว่า tblSell

      DELETE FROM tblCustomer WHERE OrderValue < 10000 'เป็นการลบ record ในตารางที่ชื่อว่า tblCustomer โดยมีเงื่อนไขว่า จะลบเฉพาะ record ที่ค่าในฟิลด์ที่ชื่อว่า OrderValue มีค่าน้อยกว่า 10000 เท่านั้น ออกจากตาราง ดังนั้น ถ้าใน record ใด ที่ค่าในฟิลด์ OrderValue มากกว่า 10000 ก็จะไม่ถูกลบออกไป

           เรายังสามารถใช้ตัว operator เช่น AND หรือ OR มาใช้ร่วมเป็นเงื่อนไขได้อีกด้วย เช่น

      DELETE FROM tblStudent WHERE Gpa < 1.50 OR Point < 10 ' เป็นการลบ record จากตารางที่ชื่อว่า tblStudent โดยมีเงื่อนไขว่า จะลบเฉพาะชื่อนักศึกษา ที่มีผลการเรียนต่ำกว่า 1.5 (ค่าของฟิลด์ที่ชื่อว่า Gpa น้อยกว่า 1.50) หรือมีคะแนนความประพฤติต่ำกว่า 10 คะแนน (ค่าของฟิลด์ที่ชื่อว่า Point น้อยกว่า 10 )

      2.คำสั่ง INSERT เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่มข้อมูล หรือเพิ่ม record เข้าไปในตาราง มีรูปแบบการใช้งาน 2 ลักษณะ ดังนี้

      รูปแบบที่ 1 INSERT INTO tablename(field1,field2,field3...) VALUES(value1,value2,value3,...)
      รูปแบบที่ 2 INSERT INTO tablename1
                                  SELECT * FROM tablename2 WHERE criteria

      ตัวแปร tablename หมายถึง ชื่อตารางที่ต้องการเพิ่ม record เข้าไป
      ตัวแปร field1-fieldn หมายถึง ชื่อของฟิลด์ต่างๆ ในตาราง tablename ซึ่งจะต้องเรียงตามลำดับของฟิลด์ในตารางดังกล่าวด้วย
      ตัวแปร value1-valuen หมายถึง ค่าของฟิลด์นั้นๆ

      ตัวแปร tablename1 หมายถึง ชื่อของตารางที่ต้องการเพิ่มข้อมูลเข้าไป
      ตัวแปร tablename2 หมายถึง ชื่อของตารางที่ต้องการดึงข้อมูลออกมา แล้วเพิ่มเข้าไปในตาราง tablename1
      ตัวแปร criteria หมายถึง เงื่อนไขในการดึงข้อมูลจากตาราง tablename2

      ตัวอย่างการใช้งาน

      INSERT INTO tblCustomer (ID,FirstName,LastName,Salary) VALUES(0005,'น้ำฝน','งามนิลประดิษฐ์',10000) 'หมายถึง ให้เพิ่มข้อมูลเข้าไปในตาราง ที่ชื่อว่า tblCustomer ซึ่งประกอบไปด้วยฟิลด์ ID, FirstName, LastName, Salary โดยที่ให้ใส่ค่า 0005 ลงในฟิลด์ ID, น้ำฝน ลงในฟิลด์ FirstName, งามนิลประดิษฐ์ ลงในฟิลด์ LastName และใส่ค่า 10000 ลงในฟิลด์ Salary

      INSERT INTO tblTop (ID,FirstName,LastName,Gpa)
             SELECT * FROM tblStudent WHERE Gpa >= 3.50
      'หมายถึง ต้องการดึงข้อมูลรายชื่อนักศึกษาจากตารางที่ชื่อว่า tblStudent เฉพาะนักศึกษา ที่มีผลการเรียนมากกว่าหรือเท่ากับ 3.50 (ค่าของฟิลด์ Gpa มากกว่าหรือเท่ากับ 3.50) เพิ่มเข้าไปในตารางนักศึกษาเรียนดี (ตารางชื่อว่า tblTop) โดยให้ใส่ค่าตามลำดับฟิลด์ ID,FirstName,LastName และ Gpa

      ข้อควรระวังในการใช้งานคำสั่ง INSERT ก็คือ

      • กรณีที่ 1 ใส่ค่าในฟิลด์ที่เป็น primary key ซ้ำกับค่าเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือฟิลด์ที่เป็น primary key คุณไม่ได้กำหนดค่าให้มัน (มีค่าเท่ากับ Null)
      • กรณีที่ 2 ค่าที่ใส่เข้าไปซ้ำกับ record ที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูล

           ทั้ง 2 กรณี ส่งผลให้คำสั่ง INSERT ไม่มีการเพิ่ม record นั้นๆ เข้าไปในตาราง โดยมีเหตุผลดังนี้ ให้ดูตารางต่อไปนี้ประกอบการอธิบาย

      ID FirstName LastName Sex Salary
      0001 เอกพงษ์ สุรพันธ์พงษ์ M 10000
      0002 อดิเทพ ตรังคานนท์ M 12000
      0003 น้ำฝน งามนิลประดิษฐ์ F 15000
      0004 ศุภชัย สมพานิช M 12000
      0005 ธิติมา ยุราวรรณ F 20000

           จากตาราง tblTest กำหนดให้ field ที่ชื่อว่า ID เป็น primary key สมมติว่า มีการเพิ่มข้อมูลเข้ามาอีก 1 record ด้วยคำสั่ง INSERT INTO tblTest (ID,FirstName,LastName,Sex,Salary) VALUES(0005,'ชลธิชา','สีดา','F',10000) จะเห็นได้ว่า ค่าในฟิลด์ ID (ซึ่งเป็น primary key ของตารางนี้) ซ้ำกับค่าเดิมที่มีอยู่แล้ว ตรงกับกรณีที่ 1 ทำให้ไม่มีการเพิ่ม record นี้แต่อย่างใด เพราะว่าฟิลด์ที่เป็น primary key จะต้องมีค่าไม่ซ้ำกัน

           ต่อมาสมมติว่า ใช้คำสั่ง INSERT INTO tblTest (ID,FirstName,LastName,Sex,Salary) VALUES(0003,'น้ำฝน','งามนิลประดิษฐ์','F',15000) จะเห็นได้ว่า ฟิลด์ที่ต้องการเพิ่มเข้าไปมีอยู่แล้วในตาราง ตรงกับกรณีที่ 2 ดังนั้น คำสั่งนี้จึงไม่มีการเพิ่ม record แต่อย่างใด

      3.คำสั่ง SELECT ใช้สำหรับเลือกหรือดึงข้อมูลที่เราต้องการ จากฐานข้อมูล เป็นคำสั่งที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะว่า เงื่อนไขในการนำข้อมูลออกมาจากตาราง มีมากมาย แต่มีรูปแบบการใช้งานหลักๆ อยู่ 2 ลักษณะคือ

      รูปแบบที่ 1 SELECT * FROM tablename
      รูปแบบที่ 2 SELECT fieldname1, fieldname2, ...,fieldname-n FROM tablename WHERE criteria

      เครื่องหมาย * หมายถึง ข้อมูลใดๆ
      ตัวแปร tablename หมายถึง ชื่อตารางที่ต้องการดึงข้อมูล
      ตัวแปร fieldname1-fieldname-n หมายถึง ชื่อฟิลด์ที่ต้องการดึงข้อมูล ถ้ามีมากกว่า 1 ฟิลด์จะใช้เครื่องหมาย , คั่นระหว่างฟิลด์
      ตัวแปร criteria หมายถึง เงื่อนไขในการดึงข้อมูล

      ตัวอย่างการใช้งาน

      SELECT * FROM tblCustomer 'เป็นการเลือกข้อมูลทุก record จากตารางที่ชื่อว่า tblCustomer

      SELECT ID,FirstName,LastName,Salary FROM tblCustomer 'เป็นการเลือกข้อมูลจากฟิลด์ ID, FirstName, LastName และ Salary

      SELECT * FROM tblStudent WHERE Gpa >= 3.50 'เป็นการดึง record เฉพาะที่มีค่าในฟิลด์ Gpa มีค่ามากกว่า 3.50 เท่านั้น 

      4.คำสั่ง UPDATE ใช้สำหรับแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน record ที่มีอยู่แล้วในตาราง มีรูปแบบการใช้งาน ดังนี้

      UPDATE tablename SET fieldname = value WHERE criteria

      ตัวแปร tablename หมายถึง ชื่อตารางที่ต้องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล
      ตัวแปร fieldname หมายถึง ชื่อฟิลด์ที่ต้องการแก้ไข
      ตัวแปร value หมายถึง ค่าที่กำหนดให้กับตัวแปร fieldname
      ตัวแปร criteria หมายถึง เงื่อนไขในการแก้ไข

      ตัวอย่างการใช้งาน

      UPDATE tblStudent SET Point = 50 'ต้องการแก้ไขฟิลด์ที่ชื่อว่า Point ของทุกๆ record ให้มีค่าเท่ากับ 50 ในตาราง tblStudent

      UPDATE tblStudent SET Point = 50 WHERE Point < 10 'แก้ไขฟิลด์ที่ชื่อว่า Point เฉพาะที่มีค่าน้อยกว่า 10 ให้มีค่าเท่ากับ 50 ในตาราง tblStudent

      หมายเหตุ   ข้อมูลจาก  http://skyscraper.fortunecity.com/bit/965/vbcontent.html   วันที่ 13  กุมภาพันธ์  2545

       


       


       
       

     

 

Downloads

  •  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Site Meter