บทเรียนที่ 3 • Unified Process (UP)

ยูนิฟายด์โพรเซส: กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงวัตถุ

บทเรียนนี้อธิบายแนวคิดของ Unified Process (UP) อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมายของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ลักษณะสำคัญของ UP การพัฒนาแบบวนรอบเพิ่มพูนผล การขับเคลื่อนด้วย Use Case สถาปัตยกรรมเป็นศูนย์กลาง รวมถึง 4 เฟสสำคัญ คือ Inception, Elaboration, Construction และ Transition

Iterativeวนรอบเพิ่มพูนผล
Use Caseขับเคลื่อนการพัฒนา
Architectureมองระบบหลายมุม
Lesson Roadmap

จาก SDLC สู่ Unified Process

1
Software Development Process
กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์คืออะไร
2
What is UP?
ความหมายและแนวคิดหลักของ Unified Process
3
Characteristics
Use Case Driven, Iterative, Architecture-Centric
4
Phases & Workflows
4 เฟส รอบงาน ทีมงาน และผลลัพธ์
ผู้สอน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นัฐพงศ์ ส่งเนียม
xnattapong@gmail.com
Chapter Introduction

บทที่ 3 เรียนเรื่องอะไร

บทที่ 3 ของรายวิชา OOAD เน้นเรื่อง Unified Process (UP) ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงวัตถุที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะช่วยให้การพัฒนาระบบเป็นระบบมากขึ้น มีการแบ่งงานชัดเจน และควบคุมความเสี่ยงของโครงการได้ดี แทนที่จะพัฒนาแบบทำทีเดียวทั้งระบบแล้วค่อยตรวจสอบในตอนท้าย UP เสนอให้พัฒนาระบบ เป็นรอบ ๆ (Iterations) โดยแต่ละรอบจะสร้างผลลัพธ์ที่ใช้งานหรือทดสอบได้จริง

จากสไลด์ ผู้สอนชี้ให้เห็นว่า UP ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนเขียนโปรแกรมเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่ การกำหนดโครงการ การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบสถาปัตยกรรม การพัฒนาและทดสอบระบบ ไปจนถึงการติดตั้ง ถ่ายทอด และอบรมผู้ใช้ ดังนั้นผู้เรียนจึงต้องเข้าใจภาพรวมทั้ง วงจรชีวิตของโครงการ และ กิจกรรมทางเทคนิค ภายในแต่ละระยะ

บทนี้ยังสำคัญมากต่อการทำโครงงานรายวิชา เพราะเป็นกรอบที่สามารถนำไปใช้วางแผนจริงได้ เช่น การเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal), การจัดทำ Requirement, การออกแบบ Use Case และ UML, การเขียนโปรแกรม การทดสอบ และการจัดทำเอกสารส่งมอบระบบ

วัตถุประสงค์การเรียนรู้
  • อธิบายความหมายของ Software Development Process และ Unified Process ได้
  • เข้าใจลักษณะสำคัญของ UP: Use Case Driven, Iterative & Incremental, Architecture-Centric
  • อธิบายหน้าที่ของ 4 เฟส: Inception, Elaboration, Construction และ Transition ได้
  • แยกความแตกต่างระหว่าง Phase, Iteration และ Workflow ได้
  • วางแผนงานโครงการด้วยแนวคิดของ UP สำหรับงานพัฒนาระบบจริงได้
Software Development Process

ซอฟต์แวร์และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์

ก่อนเข้าใจ UP เราต้องเข้าใจก่อนว่า “กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์” คืออะไร และทำไมจึงจำเป็น

Software Development Process คืออะไร

คือแนวทางหรือกรรมวิธีที่ใช้กำหนดว่า ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จะทำงานอย่างไร ตั้งแต่วางแผน ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ กระบวนการที่ดีช่วยให้ทีมรู้ว่า ใครทำอะไร เมื่อไร และทำอย่างไร ลดความสับสน ลดต้นทุนความผิดพลาด และช่วยให้ส่งมอบซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพมากขึ้น

ในสไลด์ยังเชื่อมโยงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางพัฒนาระบบแบบดั้งเดิม เช่น SDLC, DFD, ERD, NF ไปสู่แนวทางเชิงวัตถุ ที่ใช้ OO, UP และ UML เป็นแกนหลัก

Traditional vs Object-Oriented Approach

แนวทางดั้งเดิม แนวทางเชิงวัตถุ
SDLC 7 ขั้นตอน UP 4 Phase
วิเคราะห์ด้วย DFD / ERD วิเคราะห์ด้วย Use Case / UML
เน้นกระบวนการเชิงโครงสร้าง เน้น Object, Interaction, Architecture
มักพัฒนาตามลำดับมากกว่า พัฒนาแบบวนรอบ เพิ่มพูนผล และยืดหยุ่นกว่า
ภาพประกอบ: จาก SDLC แบบดั้งเดิมสู่ OO + UP + UML
Traditional Development SDLC 7 ขั้นตอน DFD ERD NF วิวัฒนาการ Object-Oriented Approach OO UP UML เน้น Object, Use Case, Architecture และการพัฒนาแบบ Iteration
แผนภาพนี้สรุปการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การพัฒนาระบบเชิงวัตถุด้วย Unified Process
3.1 What is the Unified Process?

ความหมายของ Unified Process

Unified Process (UP) คือกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้คำแนะนำตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ทีมพัฒนาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างระบบที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และอยู่ภายใต้งบประมาณที่ควบคุมได้

สไลด์อธิบายว่า UP เป็นแนวคิดในสายของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering Process) ที่ได้รับอิทธิพลจาก Rational Unified Process (RUP) ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นที่รู้จักมาก่อน โดย UP ปรับให้เหมาะสมและยืดหยุ่นกับโครงการได้ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่

จุดเด่นของ UP คือไม่ได้มองงานพัฒนาแบบเส้นตรงเพียงครั้งเดียว แต่แบ่งการทำงานออกเป็นเฟสและรอบงาน ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบความเสี่ยง และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงของโครงการได้อย่างต่อเนื่อง

ใจความสำคัญ: UP ช่วยตอบคำถามว่า “ใครทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร” ในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์
ภาพประกอบ: แนวคิดพื้นฐานของ Unified Process
Unified Process Requirements ความต้องการใหม่ Process วางแผน • ออกแบบ • พัฒนา • ทดสอบ Software System ระบบซอฟต์แวร์คุณภาพ เป้าหมาย: ควบคุมต้นทุน คุณภาพ และความเสี่ยงของโครงการ พร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อความต้องการหรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป
แผนภาพนี้ถอดความจากสไลด์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการที่เปลี่ยนแปลง กระบวนการ UP และระบบซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้น
Characteristics of UP

ลักษณะสำคัญของ Unified Process

จากสไลด์ บทนี้เน้น 3 แนวคิดหลักของ UP ได้แก่ Use Case Driven, Iterative & Incremental และ Architecture-Centric

1

Use Case Driven

UP ขับเคลื่อนด้วย Use Case ซึ่งหมายถึงฟังก์ชันการทำงานที่ให้คุณค่าแก่ผู้ใช้ ผู้ใช้คาดหวังอะไรจากระบบ สิ่งนั้นควรถูกระบุเป็น Use Case แล้วนำไปใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์ ออกแบบ เขียนโปรแกรม และทดสอบ

กล่าวอีกแบบคือ Requirement → Use Case → Analysis → Design → Implement & Test

2

Iterative & Incremental

โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลาย Iterations หรือรอบงานย่อย แต่ละรอบมีการวิเคราะห์ ออกแบบ สร้าง และทดสอบของตนเอง เมื่อจบรอบจะได้ระบบย่อยหรือระบบที่สมบูรณ์ขึ้นกว่ารอบก่อน เป็นการ “เพิ่มพูนผล” ทีละขั้น

แนวคิดนี้ช่วยให้รับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าการทำงานแบบทีเดียวจบ

3

Architecture-Centric

UP ให้ความสำคัญกับ สถาปัตยกรรมของระบบ เป็นศูนย์กลาง เพราะระบบที่ดีต้องมองได้หลายมุม เช่น Logical View, Development View, Process View, Deployment View และ Use Case View

การมีสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนช่วยให้ทีมพัฒนา โปรแกรมเมอร์ ผู้ทดสอบ และวิศวกรระบบสื่อสารกันได้ดีขึ้น

ภาพประกอบ: Use Case Driven Development
Use Case 1 Use Case 2 Use Case 3 Actor Requirement Analysis Design Implement & Test Software System
ถอดความจากสไลด์ที่แสดงว่า Use Case เป็นตัวขับเคลื่อน Requirement, Analysis, Design และ Implement & Test
ภาพประกอบ: Architecture-Centric Views
Use Case View Logical View Development Deployment Process View
สรุปแนวคิดสถาปัตยกรรมเป็นศูนย์กลางจากสไลด์ โดยแสดงมุมมองสำคัญของระบบ
4 Phases of UP

เฟสทั้ง 4 ของ Unified Process

Unified Process แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 เฟสหลัก โดยแต่ละเฟสมีวัตถุประสงค์ กิจกรรม และผลลัพธ์ของตนเอง

ภาพประกอบ: Lifecycle ของ Unified Process
Inception Elaboration Construction Transition กำหนดโครงการ จัดทำรายละเอียด สร้างและทดสอบระบบ ติดตั้งและถ่ายโอนให้ผู้ใช้
สอดคล้องกับสไลด์ที่อธิบายโครงสร้างของ UP เป็น 4 เฟสตามลำดับเวลา
I

Inception

ระยะเตรียมงาน เป็นช่วงกำหนดแนวทางของโครงการ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และระบุขอบเขตของระบบที่จะพัฒนา

  • กำหนดชื่อโครงการ ผู้รับผิดชอบ และที่มา
  • ระบุวัตถุประสงค์และขอบเขตของระบบ
  • วางแผนโครงการ แผนความเสี่ยง และผู้รับผิดชอบ
  • จัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal)
  • เตรียมบทนำและเอกสารตั้งต้นของโครงการ
II

Elaboration

ระยะจัดทำรายละเอียด เป็นช่วงทำ Requirement ให้ชัดเจน สร้าง Business Model/Rule และออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบ

  • จัดทำโมเดลธุรกิจและ Business Rule
  • จัดทำ Requirement Specification
  • สร้างสถาปัตยกรรมระบบ
  • เขียน Deployment Diagram / Component Diagram
  • พัฒนา Prototype, Mockup หรือ Wireframe
III

Construction

ระยะจัดสร้าง เป็นช่วงลงมือพัฒนาระบบจริง ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เครือข่าย และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เกี่ยวข้อง

  • เขียนโปรแกรมและทดสอบระบบ
  • เตรียมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่าย
  • รองรับอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น Scanner, Printer, Barcode, RFID, IoT
  • ทำ Alpha / Beta Test
  • เตรียมคู่มือและรายละเอียดผลิตภัณฑ์
IV

Transition

ระยะถ่ายโอน เป็นช่วงนำระบบไปติดตั้งใช้งานจริง จัดอบรมผู้ใช้ และตรวจสอบความเข้ากันได้ของข้อมูลเดิมและใหม่

  • ติดตั้งและกำหนดค่า Configuration
  • รองรับ Client-Server / 2-Tier / N-Tier
  • จัดทำ User Manual และ Technical Document
  • อบรมผู้ใช้และผู้ดูแลระบบ
  • ทดสอบรับมอบระบบและย้ายข้อมูลเดิม
ภาพประกอบ: Proposal ในระยะ Inception
Proposal แบบเสนอโครงการ 1. ชื่อโครงการ 2. ผู้รับผิดชอบ 3. ที่มาและความสำคัญของโครงการ 4. วัตถุประสงค์ 5. ขอบเขตของโครงการ 6. แผนการดำเนินงาน / ระยะเวลา 7. เครื่องมือ / ซอฟต์แวร์ที่ใช้ 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
สรุปจากสไลด์ที่แจกแจงหัวข้อของ Proposal ในเฟส Inception
ภาพประกอบ: งาน Configuration และ Training ในระยะ Transition
Desktop / เดิม ฐานข้อมูลเก่า Web / ใหม่ ฐานข้อมูลใหม่ Import / Export Transfer Database Configuration IP, Proxy, Protocol, Network Training User Manual / Technical Doc
ถอดแนวคิดจากสไลด์เรื่องการ Config ระบบ การย้ายข้อมูล และการอบรมผู้ใช้ในช่วง Transition
Iterations and Phases

รอบงาน (Iterations) และระยะงาน (Phases)

UP จัดโครงสร้างงานออกเป็น 2 มิติ คือ มิติด้านเวลา (Phase) และมิติกระแสงาน (Workflow)

Iteration คืออะไร

Iteration คือรอบงานย่อยภายในแต่ละเฟส ในหนึ่งรอบงาน ทีมพัฒนาจะทำกิจกรรมหลักหลายอย่างร่วมกัน เช่น เก็บความต้องการ วิเคราะห์ ออกแบบ เขียนโปรแกรม และทดสอบ แล้วได้ผลลัพธ์บางส่วนของระบบออกมา

จุดสำคัญคือ “จบแต่ละรอบต้องมีผลลัพธ์ที่นำไปใช้งานหรือประเมินได้” ไม่ใช่เพียงเอกสารอย่างเดียว ดังนั้นระบบจะค่อย ๆ เติบโตจาก Project 1.1 → Project 1.2 → Project 1.3 ไปเรื่อย ๆ จนสมบูรณ์

สรุป: Phase บอก “อยู่ช่วงไหนของโครงการ” ส่วน Iteration บอก “รอบการทำงานย่อยภายในช่วงนั้น”
ภาพประกอบ: Iterative and Incremental Development
Project 1.1 Analysis Design Testing Project 1.2 Analysis Design Testing Deployment Project 1.3 Analysis Design Testing Deployment แต่ละรอบงานทำให้ระบบ “ใหญ่ขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น” อย่างต่อเนื่อง
สรุปแนวคิด Iterative and Incremental จากสไลด์ที่แสดงโครงการย่อยหลายรอบงาน
ตัวอย่างแผนเวลาโครงการ 1 ปี (ตามแนวคิดในสไลด์)
กิจกรรม / เดือน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
Inception
Elaboration
Construction
Transition
แสดงช่วงเวลาตัวอย่างของแต่ละเฟสตามแนวทางในสไลด์: Inception ประมาณ 1–2 เดือน, Elaboration 2–3 เดือน, Construction 4–6 เดือน, Transition 1–3 เดือน
Workflows

กระแสงานหลักและกระแสงานสนับสนุน

ในแต่ละ Iteration ทีมงานไม่ได้ทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยหลายกระแสงานที่ดำเนินควบคู่กัน

2 มิติของโครงสร้าง UP

สไลด์อธิบายว่าโครงสร้างของ UP แบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ คือ มิติด้านเวลา (Time / Phase) และ มิติกระแสงาน (Workflow) โดยในแต่ละเฟสจะมีหลายรอบงาน และในแต่ละรอบงานจะประกอบด้วยกิจกรรมทั้งกระแสงานหลักและกระแสงานสนับสนุน

กระแสงานหลักมักเน้นงานเชิงเทคนิค เช่น Requirement, Analysis, Design, Implement และ Test ส่วนกระแสงานสนับสนุนจะช่วยให้โครงการเดินหน้าได้อย่างมั่นคง เช่น Deployment, Project Management และ Configuration Management

ความเข้าใจที่ถูกต้อง: แม้จะอยู่คนละเฟส แต่หลาย Workflow ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและซ้อนทับกันได้
ภาพประกอบ: Phase × Workflow Matrix
Inception
Elaboration
Construction
Transition
Requirements
สูงมาก
กำหนดขอบเขต
สูงมาก
รายละเอียดความต้องการ
ปานกลาง
ต่ำ
Analysis
เริ่มต้น
สูงมาก
ปานกลาง
ต่ำ
Design
ต่ำ
สูง
สูง
ต่ำ
Implement
ต่ำ
เริ่มต้น
สูงมาก
ต่ำ
Test
ต่ำ
ปานกลาง
สูงมาก
สูง
Deployment
ต่ำ
ต่ำ
ปานกลาง
สูงมาก
ถอดแนวคิดจากสไลด์ที่แสดงโครงสร้าง UP ตามมุมมองการจัดการ (Phases) และมุมมองทางเทคนิค (Workflows)
Main Workflow
  • Requirements เก็บรวบรวมความต้องการ
  • Analysis วิเคราะห์และเขียน Use Case
  • Design ออกแบบ Class Diagram, Activity Diagram ฯลฯ
  • Implement เขียนโปรแกรมตามหลัก OOP
  • Test ทดสอบ Alpha และ Beta
Supporting Workflow
  • Deployment เอกสาร การติดตั้ง การอบรม และการใช้งาน
  • Project Management วางแผน แบ่งงาน ประเมินความเสี่ยง คุมงบประมาณ
  • Configuration Management การกำหนดค่าและควบคุมการเปลี่ยนแปลง
Configuration Management (CM) ช่วยให้ทีมควบคุมการเปลี่ยนแปลงของระบบและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดสะสม
คำศัพท์ที่ควรจำ
Requirement Specification Use Case Model UML Risk Plan Gantt / PERT CM
Staff / Team

บทบาทของทีมงานใน Unified Process

สไลด์ระบุว่าการพัฒนาระบบภายใต้ UP ต้องกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของทีมให้ชัดเจน

PM

Project Manager ดูแลภาพรวมโครงการ วางแผน ควบคุมเวลา งบประมาณ ความเสี่ยง และประสานงานทุกฝ่าย

SA

System Analyst วิเคราะห์ระบบ เก็บ Requirement เขียน Use Case และเชื่อมโยงความต้องการสู่การออกแบบ

Programmer / Dev

นักพัฒนาโปรแกรม เช่น Front-End, Back-End หรือ Full Stack รับผิดชอบการสร้างระบบจริงตามแบบออกแบบ

Designer

นักออกแบบ UX/UI, Mockup, Wireframe หรือวิศวกรผู้ออกแบบประสบการณ์และภาพรวมอินเทอร์เฟซ

Tester

นักทดสอบระบบรับผิดชอบสร้าง Test Case ทำ Unit Test, Integration Test และช่วยตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ

In-house และ Outsource

สไลด์ยกตัวอย่างว่าโครงการอาจเกิดภายในองค์กรเอง (In-house) หรือรับจ้างจากหน่วยงานภายนอก (Outsource) ซึ่งมีผลต่อการบริหารทีม เวลา และรูปแบบการส่งมอบ

Deliverables

ผลลัพธ์และเอกสารที่ได้จากแต่ละเฟส

ใน UP แต่ละเฟสไม่ได้จบเพียงกิจกรรม แต่ต้องมีผลลัพธ์หรือ Deliverables ที่ชัดเจน

Outcome ของ Inception

  • Vision Document
  • Use Case Model เบื้องต้น (ประมาณ 10–20%)
  • Project Glossary
  • Business Model / Business Rule เบื้องต้น
  • Risk Plan เบื้องต้น
  • Project Plan / Gantt Chart / PERT Chart
  • Prototype หรือแนวคิด UX/UI เบื้องต้น

Outcome ของ Elaboration

  • Use Case Model สมบูรณ์มากขึ้น (อย่างน้อยประมาณ 80%)
  • Supplementary Requirements / Non-functional Requirements
  • Software Architecture Description
  • Deployment Diagram และ Component Diagram
  • Prototype สำหรับ Demo, Mockup, Wireframe
  • ปรับปรุง Risk Plan
  • แผนพัฒนาระบบทั้งโครงการที่สมบูรณ์ขึ้น

Outcome ของ Construction

  • ระบบซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้จริงตรงกับแพลตฟอร์มเป้าหมาย
  • คู่มือใช้งาน (User Manual)
  • คำอธิบายระบบหรือเอกสารผลิตภัณฑ์
  • ผลการทดสอบ Alpha / Beta / Release
  • License หรือรายละเอียดการใช้งานระบบ

Outcome ของ Transition

  • ทดสอบเพื่อรับระบบ (Acceptance)
  • ทดสอบการ Integrate และความเข้ากันได้ของระบบย่อย
  • แปลงข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลใหม่ / อัปเดตฐานข้อมูลเก่า
  • อบรมผู้ใช้และผู้บำรุงรักษาระบบ
  • ติดตั้งใช้งานจริง หรือออกสู่ตลาด (กรณีผลิตภัณฑ์จำหน่าย)
ข้อคิดเชิงปฏิบัติสำหรับโครงงานนักศึกษา: หากนำ UP ไปใช้กับโครงงานรายวิชา ควรแยกเอกสารและผลงานเป็นช่วง ๆ ให้ชัดเจน เช่น ช่วงแรกส่ง Proposal และแผนงาน, ช่วงถัดมาส่ง Requirement/Use Case/UML, ช่วงกลางภาคส่ง Prototype และ Architecture, ช่วงท้ายส่งระบบจริง คู่มือ และผลการทดสอบ
Summary

สรุปบทเรียนที่ 3

1) Unified Process คือกรอบการพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงวัตถุ

ช่วยกำหนดงาน บทบาท และความรับผิดชอบของทีมให้ชัดเจน

2) UP มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ

Use Case Driven, Iterative & Incremental และ Architecture-Centric

3) วงจรชีวิตของ UP มี 4 เฟส

Inception → Elaboration → Construction → Transition

4) แต่ละเฟสมีหลาย Iteration

แต่ละรอบสร้างผลลัพธ์ที่ทดสอบหรือใช้งานได้จริง

5) Workflow สำคัญต่อคุณภาพโครงการ

ทั้ง Requirements, Analysis, Design, Implement, Test และ Supporting Workflow

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3

  1. อธิบายความหมายของ Unified Process ด้วยภาษาของตนเอง พร้อมยกตัวอย่างประโยชน์ของ UP อย่างน้อย 3 ข้อ
  2. อธิบายความแตกต่างระหว่าง SDLC แบบดั้งเดิมกับแนวทางเชิงวัตถุที่ใช้ UP
  3. จงอธิบายว่า Use Case Driven หมายถึงอะไร และทำไม Use Case จึงมีผลต่อการวิเคราะห์ ออกแบบ และทดสอบ
  4. เปรียบเทียบ Inception กับ Elaboration ว่ามีเป้าหมายต่างกันอย่างไร
  5. ถ้าจะพัฒนาระบบร้านค้าออนไลน์ จงระบุงานสำคัญที่ควรทำในเฟส Construction อย่างน้อย 5 ข้อ
  6. อธิบายความหมายของ Iteration และยกตัวอย่างการพัฒนาระบบแบบวนรอบเพิ่มพูนผล
  7. จงยกตัวอย่าง Main Workflow และ Supporting Workflow ของโครงงานที่ตนสนใจ
  8. ระบุ Deliverables ที่ควรมีเมื่อจบเฟส Transition ของระบบเว็บแอปพลิเคชัน 1 ระบบ
แนวทางการทบทวน: ถ้าจำคำว่า “Use Case, Iteration, Architecture, 4 Phases, Workflows, Deliverables” ได้ครบและอธิบายเชื่อมโยงกันได้ แสดงว่าเข้าใจแกนหลักของบทนี้แล้ว

เรียนจบบทที่ 3 แล้ว

บทถัดไปจะต่อยอดไปสู่รายละเอียดของ UML, Requirement และการใช้แบบจำลองเพื่อสื่อสารและออกแบบระบบเชิงวัตถุอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น